คนละ 1 คลิกเพื่อในหลวง

ร่วมกันแสดงความรักที่คนไทยมีต่อในหลวง ให้โลกได้รับรู้



ช่วยกันคนละ 1 click เพื่อให้ website นี้ติดอันดับหนึ่งของโลก


ทราบแล้ว อย่าลืมบอกต่อกันด้วยครับ....

Black List บริษัทประกันภัย

ระมัดระวังกันด้วยน่ะครับ   จะได้ไม่เสียความรู้สึกในภายหลัง
 

สำหรับผู้ที่จะถอยป้ายแดงทั้งหลาย รวมทั้งที่ถอยแล้วมาป้ายไม่แดงแล้ว

รายชื่อ Black List บริษัทประกัน ( รถยนต์ ) บริษัทประกันดังกล่าวคือ  


อันดับที่ 1. บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย มี ดร.พาชื่น รอดโพธิ์ทอง และพ.ต.ท.พงษ์ ชัย วราชิต ถือหุ้นใหญ่
อันดับที่ 2.
บริษัทมิตรแท้ประกันภัย ( ไทยประสิทธิ์เดิม )
อันดับที่ 3. บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย นายศรีศักดิ์ ณ นคร ถือหุ้นใหญ่      


บริษัททั้ง 3 ข้างต้น อู่ต่าง ๆ ส่ายหน้าหนี ไม่รับรถเข้าซ่อมเพราะเบี้ยวค่าซ่อม หลายร้อยล้านบาท โดยลิเบอร์ตี้เป็นสุดยอดแห่งการเบี้ยวยังมีบ.ประกันภัยที่อยู่ในข่าย จะโดนอู่ต่าง ๆ ขึ้นบัญชีดำอีกคือ

อันดับที่ 4. บริษัทอาคเนย์ประกันภัย เพราะถึงแม้จะไม่ชักดาบแต่จะใช้ วิธี 'HairCut ' คือจะต่อรองกับอู่ว่าจะจ่ายให้น้อยกว่าค่าซ่อมที่ค้างไว้ซึ่งอู่ต่างๆ หลายแห่งก็ต้องยอม เพราะไม่อยากยุ่งยากเรื่องฟ้องร้องยังมีอีกประเภท คือ จ่ายค่าซ่อมช้ามาก บางที่เป็นปีถึงจะชำระให้ ได้แก่
อันดับที่ 5.
บริษัทพัชรประกันภัย
อันดับที่ 6.
บริษัทเอราวัณประกันภัย
อันดับที่ 7.
บริษัทพาณิชยการประกันภัย บริษัทนี้ผมเพิ่งโดนสดๆร้อน รถชนมา 4 เดือน แล้วยังไม่ได้เริ่มแตะเลยเนื่องจากว่าไม่มีเงินจ่ายให้อู่ซ่อม พูดง่ายๆว่าจะเจ๊งแล้ว

ข้อมูลข้างบนนี้คงมีประโยชน์กับท่านที่กำลังมองหา บ.ประกันจะได้ไม่ต้อง เสียใจภายหลัง เพราะจ่ายเบี้ยประกันแล้ว ใครๆก็อยากได้รับบริการที่ดี ไม่มีตุกติก 

ที่มา : ข้อมูลจากบริษัท ทิสโก้ จากนสพ.ผู้จัดการ

เมาแล้วอย่าขับ

ในวันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ฉันรีบไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต

เพื่อซื้อของขวัญที่ฉันไม่ได้ซื้อไว้แต่เนิ่นๆ

เมื่อฉันเห็นผู้คนทั้งหมดที่นั่น ฉันก็เริ่มบ่นกับตัวเอง

ฉันคงต้องเสียเวลาเป็นชาติที่นี่แน่ๆ ฉันควรไปที่อื่นดีกว่า

คริสต์มาสนี่ทำให้รู้สึกแออัดและน่ารำคาญขึ้นทุกๆปีจริงๆ

สิ่งที่ฉันอยากจะทำคือเอนตัวลงนอนแล้วก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ

แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไปที่แผนกของเล่น

และฉันก็เริ่มหัวเสียเกี่ยวกับราคาของมันและแปลกใจว่า

เด็กๆเนี่ยเล่นของเล่นที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ


ขณะที่กำลังเดินดูของอยู่ในแผนกของเล่นนั้น

ฉันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ กำลังอุ้มตุ๊กตาไว้แนบกับอก



เขาค่อยๆลูบผมของตุ๊กตานั้นและมองดูอย่างเศร้าสร้อย

ฉันสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเอาตุ๊กตาไปให้ใครกัน

เด็กผู้ชายคนนั้นหันไปหาหญิงชราที่อยู่ข้างๆ

'
คุณย่าแน่ใจหรือฮะว่าเงินของผมมีไม่พอ'

หญิงชราตอบว่า 'หลานก็รู้นี่ว่าหลานมีเงินไม่พอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้หรอก'

หลังจากนั้นหญิงชราก็บอกให้เขารออยู่ตรงนั้นประมาณ 5 นาทีระหว่างที่เธอจะไปเดินดูรอบๆ

แล้วเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายยังคงอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ

ในที่สุดฉันก็เริ่มเดินเข้าไปหาเขา

ฉันถามเค้าว่าเค้าจะเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปให้ใคร

มันเป็นตุ๊กตาที่น้องสาวของผมชอบที่สุดฮะ

และเธอก็อยากจะได้มันมากเป็นของขวัญวันคริสต์มาส

เธอมั่นใจมากว่าซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตาตัวนี้แก่เธอ'

ฉันบอกเค้าว่า ซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตานี้แก่น้องสาวของเขาแน่ๆ 



และก็ไม่ต้องกังวลหรอก

(
มาถึงตรงนี้ นึกหละสิครับว่า เรื่องนี้ จะเหมือนกับเรื่องปกติทั่วๆไปที่คุณเคยอ่าน

เดาผิดแล้วหละครับ ลองอ่านต่อสิครับ...)

แต่เขาตอบฉันด้วยท่าทางเศร้าสลดว่า

'
ไม่หรอกฮะ ซานตาคลอสไม่สามารถเอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอในที่! ๆเธออยู่ตอนนี้ได้ 



ผมจะเอาตุ๊กตาตัวนี้ไปให้แม่

แม่จะได้เอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอเมื่อแม่ไปที่นั่น’

ดวงตาของเขาเศร้ามากขณะที่เขาพูดต่อไป

'
น้องสาวของผมไปอยู่บนสวรรค์

พ่อบอกว่าแม่ก็จะไปเหมือนกันในเร็วๆนี้!

ผมก็เลยคิดว่าแม่น่าจะเอามันไปให้น้องสาวของผมได้’

หัวใจของฉันเกือบจะหยุดเต้น เด็กชายเงยหน้ามองฉันแล้วพูดว่า

'
ผมบอกพ่อให้บอกแม่ว่าอย่าพึ่งไปให้รอผมจนกว่าผมจะกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ตฮะ'

แล้วเขาก็หยิบรูปที่น่ารักมากของเขาซึ่งกำลังหัวเราะให้ฉันดู แล้วก็บอกว่า

'
ผมอยากให้แม่เอารูป! นี้ไปด้วยฮะเธอจะได้ไม่ลืมผม

ผมรักแม่ฮะและผมก็หวังว่าเธอจะไม่ต้องจากผมไป

แต่พ่อบอกว่าเธอต้องไปอยู่กับน้องสาวของผม'

แล้วเขาก็จ้องมองตุ๊กตาอีกครั้งอย่าอาลัย

ฉันรีบคว้ากระเป๋าตังออกมาอย่างรวดเร็ว

หยิบธนบัตรออกมา 2-3ใบ แล้วพูดว่า 'ทำไมเราไม่ลองตรวจดูอีกที เผื่อว่าเราจะมีเงินพอ'

'
ตกลงฮะ' เขาพูด 'ผมหวังว่าผมจะมีเงินพอนะฮะ'

ฉันแอบใส่เงินของฉันลงในกระเป๋าตังของเขาโดยไม่ให้เขาเห็นแล้วเขาก็เริ่มนับมัน

มันไม่ได้มีเงินแค่พอซื้อตุ๊กตาเท่านั้น แต่ยังเหลืออีกด้วย เด็กชายพูด

'
ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเงินให้ผมฮะ' เขามองฉัน แล้วพูดเสริมว่า

'
ผมอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนนอนเมื่อวานฮะ

ว่าขอให้ผมมีเงินพอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้เพื่อแม่จะได้เอาไปให้น้องสาวของผมฮะ แล้วพระองค์ก็ได้ยิน

ความจริงผมอยากได้เงินที่จะซื้อกุหลาบสีขาวให้แม่ด้วยฮะ แต่ผมไม่กล้าขอมากเกินไป

แต่พระองค์ก็ให้เงินผมมากพอที่จะซื้อทั้งตุ๊กตาและกุหลาบ

แม่ของผมชอบกุหลาบขาวฮะ'

2-3
นาทีต่อมา หญิงชราก็กลับมา

ฉันเดินออกมากับรถเข็นของฉัน(รถเข็นที่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต)

ฉันซื้อของจนเสร็จด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนมาโดยสิ้นเชิง

ฉันไม่สามารถเอาภาพของเด็กชายคนนั้นออกจากจิตใจฉันได้

หลังจากนั้นฉันก็จำข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เมื่อ 2 วันก่อนได้

มันบอกว่าคนขับรถบรรทุกที่เมาเหล้าคนหนึ่งขับรถชนรถอีกคันหนึ่งที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกับเด็กหญิงตัวเล็กๆในรถ

เด็กหญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที แต่แม่ของเธออยู่ในขั้นบาดเจ็บสาหัส

ครอบครัวของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะดึงปลั๊กเครื่องช่วยหายใจดีหรือไม่

เพราะถึงยังไงอาการของเธอก็ไม่สามารถดีขึ้นไปกว่าขั้นโคม่าได้

ครอบครัวนี้จะเป็นของเด็กชายคนนั้นรึเปล่านะ

2
วันหลังจากได้พบกับเด็กชายคนนั้น 



ฉันอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่า หญิงสาวคนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว

ฉันไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ได้ที่จะไปซื้อกุหลาบช่อหนึ่ง แล้วไปที่ Mortuary

ซึ่งร่างของหญิงคนนั้นได้ถูกเปิดให้คนได้ดูและอธิษฐานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฝัง

เธออยู่ในนั้น

ในโลงศพของเธอในมือมีดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งกับรูปถ่ายของเด็กชายคนนั้น

และมีตุ๊กตาวางอยู่บนหน้าอก

ฉันออกไปข้างนอกทั้งน้ำตารู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ความรักที่เด็กผู้ชายคนนี้มีให้แม่และน้องสาวของเขานั้นจะยังคงอยู่ยืนยาวสุดแก่การจินตนาการ

แต่เพียงแค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น

คนดื่มเหล้าคนหนึ่งก็ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเค้า

เมื่อกะเหรี่ยงอยากจดทะเบียนสมรส

กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บนดอยบนเหนือสุดนู้นน...
อยากจะเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีบัตรประจำตัว
มีสำมะโนครัว มีทะเบียนสมรส ว่างั้นเถอะ
วันหนึ่งกะเหรี่ยงหนุ่มลงมาจากเขา ตรงดิ่งไปที่อำเภอ
ตั้งใจว่าจะมาจดทะเบียนสมรส พอมาถึง ก็ขอพบเจ้าหน้าที่ทันที

เจ้าหน้าที่ : มาจะให้ทำอะไรเล่านี่
กะเหรี่ยง : โผ๊ะจะมาโจ่ะทาเบียฮ๊ะ
เจ้าหน้าที่ : (อารมณ์ดี เลยพูดล้อเลียน) โจ่ะทาเบียอาราย
กะเหรี่ยง : โจ่ะทาเบีย อ่า.. โส่ะโร๊ะ ทาเบียโส่ะโร๊ะอ่า
เจ้าหน้าที่ : แล้วคุณจาโจ่ะก๊ะคาย
กะเหรี่ยง : โจ่ะ .. ก๊ะ .. เมีย
เจ้าหน้าที่ : อ้าว .. เมียไม่ได้มาด้วยนี่ คุณต้องไปเอาเมียมา
กะเหรี่ยง : โอเคฮ๊ะ เข่าะคูๆ

..กะเหรี่ยงเผ่นขึ้นเขาทันที ...อีก 30 นาทีต่อมา ก้อลงมาพบเจ้าหน้าที่คนเดิม

กะเหรี่ยง : เลี่ยะโล้ยแล้วฮ๊ะ โจ่ะทาเบีย โจ่ะทาเบีย
เจ้าหน้าที่ : ไหนล่ะเมีย บอกให้ไปเอาเมียไง ต้องเอามาด้วย ขึ้นไปเอามาอีกทีนึง

..กะเหรี่ยงก้อรับคำ เผ่นขึ้นเขาไปอีก ..อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ก็ลงมาพบเจ้าหน้าที่คนเดิม


กะเหรี่ยง : (เสียงป้อแป้ๆ ชักไม่ไหวแล้ว หมดแรง ) โจ่ะได้ย่ะอ่ะฮ๊ะ
เจ้าหน้าที่ : แล้วเมียล่ะ เอามายัง
กะเหรี่ยง : ขื้อไปเอามา 2 ทีแล้วฮ๊ะ..เมื่อหร่าจาโจ่ะซะทีอ่า ม่ะมีแล..จะเอาแล้วฮ๊ะ
เจ้าหน้าที่ : ??????

วิธีทำของพวกต้มตุ๋น

กระบวนการ หลอกลวงเอาเงินประชาชนหรือหลอกเหยื่อให้โอนเงินให้ พวกนี้จะทำงานเป็นแก๊ง 18 มงกุฎ มีการสร้างพล็อตเรื่องขึ้นมา โดยโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VOIP) ไปหาเหยื่อ แล้วสร้างเรื่องขึ้นมามีสองเรื่องใหญ่ๆ คือ 1.เรื่องโลภ และ 2.เรื่องกลัว

เรื่องโลภ เช่น หลอกว่าเป็นผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่ ถ้าต้องการเงินคุณต้องไปทำรายการที่ตู้ เอทีเอ็มเพื่อให้เงินโอนเข้ามาที่บัญชี จุดสำคัญที่สุดคือหลอกให้เหยื่อไปที่เครื่อง เอทีเอ็มให้ได้ โดยใช้ความโลภล่อให้ไปติดกับ อีกอย่างคืออ้างว่าเป็นกรมสรรพากรว่าได้รับเงินคืนภาษี ก็หลอกให้ไปกด เอทีเอ็ม หลอกล่อให้โอนเงินให้







เรื่องความกลัว จะ หลอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต โทร.มาจากศาล โทร.มาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โทร.มาเพราะสงสัยว่าบัญชีเราจะมีการฟอกเงิน เป็นการสร้างเรื่องให้กลัว เป็นการสร้างจิตวิทยาให้คนขาดสติ เมื่อเกิดความโลภ ความกลัว คนก็จะขาดสติ แก๊งนี้จะใช้จิตวิทยาจูงเราเข้าไปทำอะไรที่เขาต้องการ เช่น โอนเงินให้ เพราะฉะนั้นคอลเซ็นเตอร์ที่เขาไปตั้งมีการแบ่งการทำงานเป็น 3 ทีม คือ 1.ทีมยิง 2.ทีมประสาน และ 3.ทีมเชือด เราไม่ได้ตั้งชื่อให้เขา แต่คนที่เราจับมาเล่าให้ฟังว่าเขามีการตั้งชื่อทีมกันเอง

     ทีมที่หนึ่ง เรียกว่า ทีมยิง คือ มีหน้าที่ โทร.เข้าไปหาลูกค้าแล้วแจ้งว่าคุณเป็นหนี้บัตรเครดิต มีรายการใช้บัตรเครดิตไหม แจ้งข่าวสารให้เหยื่อเกิดความกลัว พอปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้บัตรเครดิต ไม่ได้เป็นหนี้ เขาก็จะบอกว่าคุณอาจจะโดนกลุ่มมิจฉาชีพเอาบัตรไปใช้ ทางธนาคารได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.ไปหาเพื่อช่วยเหลือเรื่องนี้ ก็จะเป็นทีมที่สอง เรียกว่า ทีมประสาน

     ทีมประสาน ก็จะโทร.เข้ามาและ หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มียศร้อยตำรวจเอก พันตำรวจตรี เป็นสารวัตรอยู่กองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ (บก.สศก.) หลอกว่าได้รับประสานกับธนาคารเรื่องการทุจริต ขอให้คุณให้ข้อมูลกับทางราชการด้วยความถูกต้อง การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อราชการมีโทษเป็น ความผิดทางกฎหมายด้วย ก็จะสอบถามชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน เลขที่บัตรเครดิต ฯลฯ จะถามคำถามหลอกไปเรื่อยๆ เป้าหมายเขาต้องการทราบว่าคุณมีเงินเท่าไร อยู่แบงก์อะไรบ้าง พอได้ข้อมูลส่วนตัวว่ามีเงินในแบงก์ไหนจำนวนเท่าไร ไม่จำเป็นว่าจะต้องรู้หมายเลขบัญชี เขามีหมายเลขบัญชีปลายทาง เหยื่อจะถูกหลอกให้เอาบัตรเอทีเอ็มไปใส่ในตู้เอทีเอ็ม เหยื่อก็จะกดรหัส เอทีเอ็ม จะโอนเงินไปบัญชีปลายทาง จะกดบัญชีปลายทาง เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรู้เลขบัญชี แต่เขามีบัญชีปลายทางที่จะบอกเหยื่อให้กดเงินโอนไปบัญชีปลายทาง สิ่งที่เขาต้องการรู้คือว่าคุณมีเงินในบัญชีเท่าไร หลังจากนั้นก็ส่ง ให้
ทีมที่สาม เรียกว่า ทีมเชือด

     ทีมเชือด จะ อ้างว่าเป็นผู้กำกับ เมื่อสักครู่รับรายงานจากสารวัตร แจ้งมาให้คุณรีบไปทำการป้องกันเงินคุณในบัญชีก่อน โดยใช้รหัส 32 ซึ่งทางธนาคารกับตำรวจประสานงานกันอยู่ และให้เหยื่อไปที่ตู้เอทีเอ็มแล้วจะบอก ขั้นตอนให้ทำตาม คือสุดท้ายวิธีการก็หลอกให้เหยื่อไปที่ตู้เอทีเอ็มให้ได้เพราะได้ข้อมูลมา ถ้าเหยื่อไม่ไปที่ตู้เอทีเอ็มก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องหลอกให้เหยื่อไปที่ตู้ เอทีเอ็ม เหยื่อเอาบัตรเอทีเอ็มกดรหัสตัวเอง ซึ่งแก๊งมิจฉาชีพไม่รู้รหัสเราหรอก หลอกให้เหยื่อใส่รหัสไป แต่คนที่อยู่ทีมเชือดก็จะมีหน้าจอของตู้เอทีเอ็มทุกแบงก์ และบอกให้เหยื่อกดปุ่มโน้นปุ่มนี้ตามที่บอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมนูภาษาอังกฤษ ให้กดทรานส์เฟอร์ (โอนเงิน) ตามจำนวนเงินที่มี แล้วก็โอนเงินไปหมายเลขปลายทาง แก๊งมิจฉาชีพโทร.มาหลอกลวงให้โอนเงินให้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องเสียหายระดับประเทศ สิ่งที่ชมรมพยายามผลักดันให้นักการเมือง ผู้บริหารประเทศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบปัญหาที่จะได้สั่งการตั้งทีมงานขึ้นมาโดย เฉพาะที่จะมีการปราบปรามอย่างจริงจัง


แก๊งหลอกเงินผ่านตู้ ATM

เพื่อนผมคนนี้ได้รับโทรศัพท์จากหมายเลข +8886226994822 เวลาประมาณ 13.45 น. โดยแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพฯ พร้อมกับเหตุการณ์ตามลำดับดังนี้ครับ

1.) ระบุชื่อพร้อมนามสกุลได้อย่างถูกต้อง
2.) แล้วถามว่ามีบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพฯหรือเปล่า เพราะมีคนอื่นนำไปใช้และเป็นหนี้อยู่ 59000 บาท
3.) ด้วยความว่าเพื่อนผมคนนี้ไม่มีบัตรเครดิตและตกใจ จึงแจ้งไปว่า"ไม่มี"
4.) คนร้ายจึงบอกว่าน่าจะมีคนนำข้อมูลส่วนตัวไปทำบัตรเครดิตหรือใช้ทำธุรกรรมการ เงินอื่นๆ จึงแนะนำมาว่าให้นำบัตร ATM ไปล็อคข้อมูล โดยจะติดต่อธนาคารแห่งประเทศไทยให้ แล้วจากนั้นก็วางสายไป
5.) เวลาผ่านไปประมาณ 5-10 นาที มีการโทรเข้ามาใหม่ และ โอนสายให้ผู้อื่น โดยที่แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางแห่งประเทศไทย โดยที่ทำทีให้เสียงบรรยากาศรอบข้างนั้นเป็นส่วนสำนักงานธนาคาร
6.) แนะนำให้ lock ข้อมูลบัตร ATM ไว้ก่อน โดยที่ทางนั้นจะบอกวิธีการให้ ไปที่ตู้ ATM ที่ใกล้ที่สุด
7) โทรมาอีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงตู้ ATM บอกให้ทำรายการที่ mode ภาษาอังกฤษ โดยให้กดปุ่ม transfer ทางเพื่อนผมก็สงสัยว่าจะเป็นการโอนเงินก็เลยถาม พอถามทางนั้นก็บอกว่าจะต้องทำรายการผ่าน mode นี้
8) หลอกให้กด หมายเลขบัญชี กดตัวเลขที่ตำแหน่งยอดเงินโอน (Amount) พอถามก็บอกว่า "ไม่ใช่ยอดเงินแต่เป็นรหัสพิเศษสำหรับ lock ATM"
9) พอดีเพื่อนผมเห็นเป็นตัวเลข 4 หลัก ซึ่งไม่ใช่ยอดจำนวนเงินหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินเลย เหมือนเป็นรหัส จึงกดต่อไป ปรากฎว่ามารู้ภายหลังเงินก็หายเกือบหมดบัญชีเลย (ก็ร่วมแสนล่ะครับ) อันนี้จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า"ทำได้ด้วยหรือ" แค่กดรหัส 4 ตัวแล้วโอนหมดเลย (เหลือ 100กว่าบาท) แถมไม่มีหน้าจอยืนยันข้อมูลอีกครั้งเหมือนภาษาไทย
10) ตอนนี้เพื่อนผมแจ้งความแล้ว โง่เสียเงินแล้ว อยากให้มัน (ทางคนร้าย) โดนจับ จะได้ไม่ไปหลอกคนอื่นอีก ตรวจสอบบัญชีที่โอนไปอยู่จังหวัดน่าน ก็เลยโทรถามเจ้าของบัญชี ครั้งแรกก็บอกว่าแม่หรือเพื่อนเอาไปใช้ โทรถามอีกครั้ง ก็บอกว่าหายไปแล้วทั้งบัตร ATM + สมุดบัญชี (เลยไม่รู้ว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า)
11) บัญชีนี้เปิดเมื่อ 9 ธค เพื่อนผมก็โดนหลอก 21 ธค โทรถามข้อมูลจากทางธนาคาร 22 ธค โดยที่กด ATM แล้วที่ กทม. หลังโอนไม่เกินครึ่ง ชม.
12) ตอนนี้ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป ก็เลยมาเล่าให้ฟังเผื่อจะมีประโยชน์บ้าง....


ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8691502/X8691502.html

ภัยจากไข่!!

ถ้าคุณขับรถกลางคืน แล้วโดนปาหน้ารถด้วย "ไข่" (ไข่จริงๆ ไม่ได้มุข)

อย่า...ฉีดน้ำและปัดกระจกเป็นอันขาด !!

เพราะเมื่อไข่ผสมกับน้ำแล้วกลายเป็นคราบเหนียว บดบังทัศนวิสัยของคุณได้ถึง 92.5%

นั่นหมายถึง คุณจะถูกบีบบังคับให้ต้องจอดรถข้างทาง (ก็มันมองไม่เห็น ก็ต้องหยุดก่อน) ดีไม่ดีคุณก็จะลงไปเช็ดกระจกอีกต่างหาก

ซึ่งจังหวะนั้นเองที่ คุณจะกลายเป็นเหยื่อไข่ของมิชฉาชีพทันที

นี่เป็นยุทธวิธีใหม่ของโจรบนท้องถนน

โปรดส่งเตือนญาติมิตรเพื่อนฝูงของคุณด้วย